ฝนปลายฤดูเพิ่งซาไปได้ไม่กี่วัน ทุเรียนบางต้นเริ่มใบซีด ไม่เป็นมันเงา ใบที่ปลายกิ่งเหี่ยวลู่ลงทั้งที่ดินยังชื้นอยู่ [1] หลายสวนคิดว่าต้นหิวเลยรีบหว่านปุ๋ยเพิ่ม แต่อาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณแรกของทุเรียนรากเน่าโคนเน่า ซึ่งต้องเขี่ยดินดูรากกับถากดูเปลือกโคนก่อน ถึงจะรู้ว่าควรใส่อะไรลงไป
ทุเรียนโคนเน่า สาเหตุมาจากเชื้อราที่มากับน้ำ
รากเน่าโคนเน่าเกิดจากเชื้อราไฟทอปธอรา (Phytophthora palmivora) ที่แพร่ไปกับลม น้ำ และฝน เชื้อจะงอกเข้าทำลายต้นได้ดีตอนฝนตกชุกและความชื้นในอากาศสูง [1] ต้นที่มีน้ำขังโคน ถมดินพูนโคนไว้หนา หรือดินระบายน้ำไม่ดี มักเจออาการหนักเมื่อขุดดูราก [4]
ที่โรคนี้ไล่ไม่ค่อยขาดก็เพราะเชื้อสร้างสปอร์ได้สองแบบ แบบหนึ่งว่ายไปตามน้ำได้ อีกแบบพักตัวอยู่ในดินได้นาน [1] เอกสารของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าสปอร์ผนังหนาอยู่ในดินหรือในเนื้อเยื่อพืชได้นานถึง 9 เดือน พอสภาพเหมาะก็งอกเข้าทำลายรอบใหม่ [4] ก็แปลว่าสวนที่เคยเป็นมาแล้ว ฝนชุดใหม่มาเมื่อไรเชื้อที่ค้างอยู่ก็พร้อมงอก
ส่วนดินแน่นเกี่ยวตรงที่ ดินที่อัดตัวจะมีช่องว่างขนาดใหญ่ในดินน้อยลง อากาศลงไปถึงรากได้ยาก ซึ่งมักเกิดจากการเอาเครื่องจักรหนักเข้าแปลงตอนดินกำลังเปียก [4] พอฝนตกซ้ำ ดินก็อิ่มน้ำนานขึ้นจนรากขาดออกซิเจน บางทีผิวดินดูไม่มีน้ำขังเลย เพราะระดับน้ำใต้ดินสูงจนดินข้างล่างอิ่มน้ำอยู่ [4]
ต้นที่ควรเดินดูก่อนเพื่อน
- ต้นที่หลังฝนมีน้ำขังโคน หรือมีการถมดินพูนโคนไว้หนา [4]
- ต้นในแนวที่รถหรือเครื่องจักรวิ่งผ่านบ่อยตอนดินเปียก [4]
- ต้นที่รากหรือเปลือกโคนมีแผล เพราะแผลเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น [1]
- ต้นที่ซื้อกล้า กิ่งพันธุ์ หรือดินปลูกมาจากแหล่งที่มีโรคระบาด [4]
ดินที่น้ำค้างนาน คือดินที่เชื้อรอได้นาน
ทุเรียนรากเน่า อาการที่ดูได้จากใบ ราก และโคนต้น
อาการแรกมักเห็นที่ใบปลายกิ่ง ใบซีด ไม่เป็นมันเงา เหี่ยวลู่ลง ต่อมาใบเหลืองแล้วหลุดร่วง [1] ถ้าขุดดูราก จะพบรากฝอยมีลักษณะเปลือกล่อน และเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาล [1]
หลายสวนเห็นใบเหลืองแล้วโทษปุ๋ยก่อน แต่พอรากฝอยเสียไปบางส่วน ต้นก็ดูดน้ำกับธาตุอาหารได้น้อยลง [4] ใส่ปุ๋ยลงไปเท่าไรก็ไปไม่ถึงใบ ซึ่งตรงนั้นแหละที่ต้องก้มดูโคนกับรากก่อนเปิดกระสอบ
เดินดูต้นที่สงสัยตามลำดับนี้
- ดูทรงพุ่ม ใบปลายกิ่งซีด ด้าน เหี่ยวลู่ บางต้นใบเหลืองเป็นบางกิ่ง [2]
- ถ้าต้นกำลังแตกใบอ่อน ดูว่าใบอ่อนเหี่ยว เหลือง มีแผลฉ่ำน้ำ แล้วไหม้แห้งคาต้นคล้ายโดนน้ำร้อนลวกหรือเปล่า อาการนี้พบมากช่วงฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน [3]
- ดูเปลือกกิ่งและโคนต้นตอนเช้าที่อากาศชื้น หาคราบคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือก บางครั้งมีหยดของเหลวสีน้ำตาลแดงไหลออกจากแผล พอแดดจัดก็แห้งเหลือเป็นคราบ [3]
- เอามีดถากตรงคราบ ถ้าเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้ข้างในเป็นแผลสีน้ำตาล ก็แปลว่าเชื้อเข้าถึงลำต้นแล้ว ล้างมีดก่อนเอาไปใช้กับต้นอื่น [3]
- เขี่ยดินใต้ทรงพุ่มดูรากฝอยใกล้ผิวดิน รากที่เป็นโรคเปลือกจะหลุดล่อน เนื้อรากเปื่อยยุ่ย [4]
ถ้าปล่อยไว้ อาการที่รากจะลามจากรากฝอยไปรากแขนงและโคนต้น ส่วนแผลที่โคนถ้าขยายจนรอบต้น ใบจะร่วงหมดต้นแล้วยืนต้นแห้งตาย [3]
ใบบอกว่ามีปัญหา แต่รากกับโคนต้นบอกว่าปัญหาคืออะไร

ปลายฝนทำไมเสี่ยง และต้องทำอะไรทันที
ปลายฝนเสี่ยงเพราะฝนยังตกหนักเป็นช่วงๆ ดินชุ่มน้ำต่อเนื่อง และหลายสวนกำลังเก็บผลหรือเพิ่งเริ่มแตกใบอ่อน ซึ่งเป็นระยะที่กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนให้เฝ้าระวังโรคนี้เป็นพิเศษ [1] งานแรกที่ต้องทำคือระบายน้ำออกจากโคน และอย่าทำให้รากหรือลำต้นเป็นแผล [1]
คำเตือนฉบับนั้นออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน 2566 ตอนที่ฝนตกหนักในบางพื้นที่ [1] ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเชื้องอกและสร้างเส้นใยเข้าทำลายพืชได้ดีในช่วงฝนตกชุกและความชื้นสัมพัทธ์สูง [1] แต่ถึงจะพ้นหน้าฝนไปแล้ว ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะภาคใต้เคยมีคำเตือนเรื่องโรคนี้ช่วงฤดูร้อนที่มีฝนฟ้าคะนองด้วย [2]
หลังฝนชุดใหญ่ ทำตามนี้ก่อนคิดเรื่องปุ๋ยหรือยา
- เดินดูสวนหลังฝนหยุด จุดไหนน้ำค้างโคนให้รีบระบายออก และทำทางระบายน้ำไม่ให้ขังในแปลง [1]
- อย่าเหยียบย่ำดินรอบโคนตอนดินยังเปียกหรือหมาด เพราะรากที่ใช้ดูดน้ำและอาหารอยู่ลึกเพียงประมาณ 20–30 เซนติเมตร รากที่ฉีกขาดหรือเสียหายเป็นทางให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ [4]
- เลี่ยงงานที่ทำให้รากหรือเปลือกโคนเป็นแผล เช่น ขุดหรือถางชิดโคนตอนดินแฉะ [1]
- ถ้าน้ำพาดินหรือทรายมาทับโคน รอดินแห้งแล้วโกยออก ให้โคนต้นได้ระบายอากาศ [4]
- วัสดุคลุมโคนที่ใส่ไว้ตอนแล้ง พอความชื้นกลับมาปกติให้เอาออกจากโคน [4]
- เครื่องมือที่ใช้กับต้นเป็นโรค ทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเอาไปใช้กับต้นปกติ [1]
ปลายฝน เปิดทางน้ำก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องอื่น

ทุเรียนรากเน่าโคนเน่า รักษาและป้องกันตามแนวทางของหน่วยงานรัฐ
แนวทางของกรมส่งเสริมการเกษตรใช้หลายวิธีไปพร้อมกัน คือปรับดินให้ค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 6.5 ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาใต้ทรงพุ่ม คุมน้ำไม่ให้ขัง แล้วใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชกับต้นที่เริ่มแสดงอาการ [1] วิธีเดียวเอาไม่อยู่ เพราะเชื้อพักตัวในดินได้นาน [1]
- ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปรับปรุงดิน และปรับค่าความเป็นกรด-ด่างให้ได้ประมาณ 6.5 ถ้าดินเป็นกรดจัด ให้ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ อัตรา 100–200 กิโลกรัมต่อไร่ [1]
- หว่านชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาใต้ทรงพุ่มตรงที่มีรากฝอยเจริญ [1] สูตรผสมที่แนะนำคือ เชื้อราไตรโคเดอร์มา รำข้าว และปุ๋ยคอก สัดส่วน 1:4:100 ใช้ 80–100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยในรัศมีทรงพุ่ม หรือใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก [2]
- หมั่นสำรวจสวน ตัดแต่งกิ่ง ใบ ดอก ผลที่เป็นโรค และขั้วผลที่ค้างอยู่ เอาไปทำลายนอกแปลง [1]
- ต้นที่ใบเริ่มซีด ไม่เป็นมันเงา หรือใบเหลืองหลุดร่วง และต้นที่มีแผลที่กิ่งหรือโคน คำแนะนำของหน่วยงานใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชทั้งแบบพ่นทรงพุ่ม ราดดิน ฉีดเข้าลำต้น และถากแผลแล้วทา [1][2] ชนิดสารกับอัตราให้ยึดตามเอกสารต้นทางและฉลาก ถ้าไม่แน่ใจ ถามเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน [2]
- ต้นที่มีผลอยู่บนต้น เอกสารให้หยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 15 วัน [1]
- ต้นที่เป็นแผล ขูดแผลออกจนเห็นเนื้อไม้ แล้วทาด้วยปูนแดงหรือสารป้องกันกำจัดโรคพืช เป็นอีกทางที่เอกสารของกรมวิชาการเกษตรให้ไว้ [4]
- หลังเก็บเกี่ยว ตัดกิ่งเป็นโรค กิ่งแห้ง และขั้วผลไปทำลายนอกแปลง ต้นที่ต้องปลูกใหม่ทดแทน ให้ตากดินไว้ระยะหนึ่งก่อน [2]
โรคนี้ไม่มีวิธีเดียวจบ ต้องแก้ที่ดิน น้ำ และแผลไปพร้อมกัน
หลังคุมโรคได้แล้ว ดูแลดินให้รากใหม่เดิน
พอแผลที่โคนแห้งและต้นหยุดทิ้งใบ งานต่อไปคือให้ต้นมีรากฝอยชุดใหม่มาแทนชุดที่เสียไป เอกสารของกรมวิชาการเกษตรวางลำดับไว้ว่า ต้นที่ใบเหลืองทั้งต้นจากรากเสีย ต้องจัดการโรคไปพร้อมกับกระตุ้นให้ระบบรากพัฒนา ก่อนจะไปทำเรื่องอื่น [4]
- ใช้วัสดุล่อราก เช่น เศษหญ้า ฟางข้าว หว่านรอบใต้ทรงพุ่ม แล้วโรยปุ๋ยคอกทับ [4]
- คลุมดินให้ห่างจากโคนต้นออกไปจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม ให้โคนโปร่ง แดดส่องถึง [4]
- ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและกิ่งเล็กที่เสียหายออก ให้ทรงพุ่มโปร่ง อากาศถ่ายเท [4]
- ต้นที่โทรม ให้กระตุ้นรากก่อน แล้วค่อยใส่ปุ๋ยและให้น้ำตามโปรแกรม [4]

ทางเลือกเสริมเรื่องโครงสร้างดินรอบราก
บางสวนเลือกใช้สารปรับปรุงดินชนิดเม็ดเสริมในช่วงนี้ เช่น พลูโต โปรไฟว์ เอส1 (Pluto Pro5 S1) ซึ่งใช้เพื่อช่วยปรับสภาพดินรอบราก ตัวนี้ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่ยาโรคพืช ใช้แทนปุ๋ยไม่ได้ ใช้แทนยากันราไม่ได้ และไม่ได้มาแทนการทำทางระบายน้ำ
เรื่องเชื้อไฟทอปธอรา มีรายงานวิจัยของ ม.บูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (เม.ย. 2562) ที่ทดลองพลูโต ไบโอกรีน (ชื่อเดิมของพลูโต โปรไฟว์ เอส1 ซึ่งเปิดตัวแพคเกจใหม่ที่งาน Farm Expo 2025 [8] [9]) กับต้นกล้าทุเรียนหมอนทองอายุ 5 เดือน โดยปลูกเชื้อ P. palmivora ลงบนใบระยะเพสลาดทุกเดือนนาน 6 เดือน แล้ววัดขนาดแผลบนใบ ผลสรุปว่ากล้าที่ได้รับ 2.5 กรัม (1 เม็ด) ทุก 2 เดือน ต้านทานเชื้อได้ดีขึ้น [6] อีกส่วนเป็นการทดสอบในจานเพาะเชื้อ พบว่าน้ำแช่ผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้นที่สุดในชุดทดสอบ ยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อได้สูงสุด 60% [7] ทั้งสองการทดลองเป็นผลกับใบของต้นกล้าและในจานเพาะเชื้อ ยังไม่ใช่ผลกับต้นทุเรียนที่โตแล้ว หรือกับรากเน่าโคนเน่าในแปลงจริง ส่วนในพืชอื่น มีงานทดลองของ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน กับข้าวโพดในกระถาง ซึ่งพบว่ามวลรากแห้งมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใส่ [10]
ส่วนสวนที่ต้องใช้ยากันราอยู่แล้ว ผู้ผลิตแนะนำว่า S1 ใช้ร่วมกับยากันราได้ 3 ตัว คือ เมทาแลกซิล คาร์เบนดาซิม และฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ตัวอื่นผู้ผลิตไม่แนะนำให้ใช้ร่วม ถ้าเพิ่งราดยากันราลงดิน ให้รอประมาณ 2–3 วันแล้วค่อยใส่พลูโต [5] ส่วนการเลือกยากันราสำหรับรากเน่าโคนเน่า ให้ยึดคำแนะนำของหน่วยงานในหัวข้อก่อนหน้า
อัตราใช้ต่อต้นตามเอกสารของบริษัท [5]
- ปลูกใหม่ เม็ด 2.5 กรัม 1 เม็ด รองก้นหลุม หรือเม็ด 10 กรัม 1 เม็ด
- อายุไม่เกิน 2 ปี เม็ด 2.5 กรัม 1–8 เม็ด
- อายุ 3–4 ปี เม็ด 2.5 กรัม 8–12 เม็ด หรือเม็ด 10 กรัม 2–3 เม็ด
- อายุ 5–10 ปี เม็ด 10 กรัม 4–5 เม็ด แบ่งใส่ 3 ช่วง
- อายุ 10 ปีขึ้นไป เม็ด 10 กรัม 5–6 เม็ดขึ้นไป ต้นที่โทรมมากเพิ่มจำนวนเม็ดได้ตามสภาพต้น
- ต้นอายุมาก ทุก 5 ปีเพิ่ม 1 เม็ด
ดูคลิปจากช่องพลูโตได้ที่ คลิปแรก คลิปที่สอง และ คลิปที่สาม
เปิดเผยข้อมูล: บริษัท เฟิร์สท ออร์แกนิค ฟาร์ม จำกัด เป็นผู้จำหน่ายสินค้านี้
แต่ถึงจะดูแลดินดีแค่ไหน ก็ยังต้องเดินดูเปลือกโคนกับรากฝอยตามหัวข้อก่อนหน้าไปด้วย เพราะเชื้อพักตัวในดินได้นาน ฝนชุดใหม่มาเมื่อไรอาการก็กลับมาได้อีก [1]
รากที่เสียไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ ที่ทำได้คือเตรียมดินให้รากชุดใหม่มีที่เดิน
สงสัยว่าต้นในสวนเป็นรากเน่าโคนเน่าหรือเปล่า
ถ่ายรูปใบ โคนต้น และรากฝอย ส่งมาคุยได้ที่ LINE @plutoproducts หรือโทร 061-447-4464
เอกสารอ้างอิง
- [1] กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง โรครากเน่า โคนเน่าทุเรียน (ศูนย์ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร, ก.ย. 2566) https://doaenews.doae.go.th/archives/20015
- [2] กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนชาวสวนทุเรียนใต้ระวังโรครากเน่าโคนเน่าช่วงมีฝนในฤดูร้อน (ศูนย์ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร, มี.ค. 2567) https://doaenews.doae.go.th/archives/22399
- [3] กรมส่งเสริมการเกษตร, รากเน่าโคนเน่าในทุเรียน สังเกตก่อน รักษาทัน (ศูนย์ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร, มี.ค. 2567) https://doaenews.doae.go.th/archives/22204
- [4] กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน, การจัดการการผลิตทุเรียนเพื่อรองรับภัยธรรมชาติ (ต.ค. 2567) https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2024/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4.pdf
- [5] เอกสารบริษัท บริษัท เฟิร์สท ออร์แกนิค ฟาร์ม จำกัด, ใช้พลูโต S1 กับทุเรียน ฉบับดูเร็ว (อัตราใช้ ยากันราที่ใช้ร่วมได้ และระยะรอหลังราดยา, ต.ค. 2569)
- [6] มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (ผศ.ดร.มณีรัตน์ คูหาพิทักษ์ธรรม คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์), รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง การทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์พลูโต ไบโอกรีนต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตและต้านทานเชื้อ Phytophthora palmivora ในต้นกล้าทุเรียนพันธุ์หมอนทอง (เม.ย. 2562) ส่วนทดลองในต้นกล้าอายุ 5 เดือน ปลูกเชื้อที่ใบ สรุปผลเผยแพร่โดย White Crane https://www.whitecranev88.com/research/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2–%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99/76/
- [7] มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ชุดเดียวกับ [6] (เม.ย. 2562) ส่วนทดสอบในจานเพาะเชื้อด้วยวิธี Poisoned Food Technique ต่อการเจริญของเส้นใยเชื้อ P. palmivora สรุปผลเผยแพร่บนหน้างานวิจัยพลูโต https://plutoproducts.net/research-pluto/
- [8] White Crane, ไว้ท์เครน ไบโอเทค กรุ๊ป รีแบรนด์พลิกโฉมครั้งใหญ่ (ข่าวและกิจกรรม งาน Farm Expo 2025, 20 มี.ค. 2569) https://www.whitecranev88.com/news-and-activities/68/
- [9] เดลินิวส์, “Pluto” เปิดตัวแคมเปญ “พลูโต ปลูกยิ้ม” พลิกโฉมการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน (29 ก.ย. 2568) https://www.dailynews.co.th/news/5156039/
- [10] มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร, การใช้ Pluto Biogreen เป็นวัสดุปรับปรุงโครงสร้างดินและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช (ก.พ. 2562) ทดลองกับข้าวโพดในกระถาง สรุปผลเผยแพร่บนหน้างานวิจัยพลูโต https://plutoproducts.net/research-pluto/