ปลูกทุเรียนให้รอด: เตรียมดิน เลือกต้น ปลูก ใส่ปุ๋ย ทำดอก จนติดผล และแก้ปัญหาที่เจอบ่อย

สวนทุเรียนปลูกใหม่ ต้นกล้าผูกหลักใต้ซาแลน

ต้นทุเรียนที่เพิ่งลงดินได้ไม่กี่เดือน ใบเริ่มด้าน ไม่เป็นมัน แล้วค่อยๆ เหลือง ทั้งที่ใส่ปุ๋ยตามรอบและน้ำก็ไม่เคยขาด หลายสวนแก้ด้วยการหว่านปุ๋ยเพิ่มอีกกำ แต่พอเขี่ยดินข้างโคนดู ถึงได้เห็นว่ารากฝอยเปื่อยยุ่ย เปลือกรากหลุดล่อนไปเยอะแล้ว ซึ่งตรงนั้นแหละคือเหตุผลที่การปลูกทุเรียนให้รอดต้องเริ่มคิดจากดินกับทางน้ำ ไม่ได้เริ่มจากกระสอบปุ๋ย

บทความนี้ไล่ตั้งแต่ดูดิน ขุดหลุม เลือกต้นพันธุ์ ปลูก ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย ทำดอก ไปจนผลติดบนกิ่ง แล้วต่อด้วยปัญหาที่ชาวสวนเจอบ่อย ตัวเลขทุกตัวมาจากเอกสารของหน่วยงานรัฐ ดูหมายเลข [ตัวเลข] ท้ายย่อหน้าแล้วเทียบกับรายการอ้างอิงท้ายบทได้เลย

ดินปลูกทุเรียน ดูทางน้ำก่อนดูดิน

สวนที่ทุเรียนตายเป็นแถว มักมีจุดร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง คือหลังฝนหนักจะมีแอ่งน้ำค้างอยู่แถวนั้นนานกว่าที่อื่น ก็เพราะทุเรียนเป็นไม้ที่อ่อนแอต่อน้ำท่วมขัง ดินที่เหมาะจึงเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือดินเหนียวปนทรายที่ระบายน้ำดี หน้าดินลึก pH ประมาณ 5.5–6.5 และมีแหล่งน้ำจืดพอใช้ทั้งปี [1]

อากาศที่ทุเรียนชอบคือร้อนชื้น ราว 25–30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 75–85% ถ้าพื้นที่แล้งจัด ร้อนจัด หรือลมแรง ก็เตรียมเจอใบไหม้ใบร่วงได้เลย [1]

ก่อนลงต้นแรก ลองเช็กพื้นที่ตามนี้

  1. เดินดูสวนหลังฝนหนัก จุดไหนน้ำค้างนานกว่าจุดอื่นให้จดไว้ จุดนั้นต้องยกโคก ยกร่อง หรือทำทางระบายน้ำ
  2. เก็บตัวอย่างดินไปวิเคราะห์ที่สถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัด จะได้รู้ค่า pH และสิ่งที่ต้องปรับ ไม่ต้องเดา
  3. ถ้า pH ต่ำกว่า 5.0 ให้ปรับด้วยปูนตามค่าวิเคราะห์ เพราะดินสวนไม้ผลส่วนใหญ่เป็นกรด ราว pH 4.0–5.5 และในดินกรดจัด อะลูมินัมจะละลายออกมามากจนรากดูดน้ำและธาตุอาหารได้น้อยลง [2]
  4. ดินทรายก็ปลูกได้ แต่ต้องหาหน้าดินมาเสริม ใส่ปุ๋ยคอก และดูแลเรื่องน้ำหนักกว่าปกติ
  5. ดินเหนียวที่โครงสร้างเสีย ระบายน้ำไม่ดี ต้องไถพรวนก่อน ส่วนดินร่วนที่ระบายน้ำดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องไถ [1]

ที่ลุ่มกับระยะปลูก

ที่ลุ่มที่น้ำขังไม่มากและไม่นาน ให้เทดินกองตามผังสูงประมาณ 0.75–1.20 เมตร ทิ้งให้กองดินคงรูปแล้วปลูกบนสันกอง แต่ถ้าน้ำขังมากและนาน ต้องยกร่อง สันร่องกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พร้อมทางน้ำเข้าออก [1]

ระยะปลูกที่ใช้กันคือ 8×8 หรือ 9×9 เมตร ได้ราว 16–25 ต้นต่อไร่ [1] วางแนวท่อน้ำไปพร้อมผังตั้งแต่วันแรก จะได้ไม่ต้องกลับมาขุดใกล้รากทีหลัง

ดินดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ ถ้าน้ำในสวนไม่มีทางไป

ขุดหลุมหรือยกโคก เลือกตามน้ำในสวน

หลุมที่ขุดไว้เรียบร้อยกลางหน้าแล้ง พอเข้าฝนแรกอาจกลายเป็นกระถางที่ไม่มีรูระบาย น้ำซึมลงไปแล้วไม่มีทางออก ต้นที่อยู่ข้างในก็เหมือนยืนแช่เท้าในถังทั้งวัน ทั้งสองวิธีจึงไม่มีแบบไหนชนะทุกสวน ต้องดูที่น้ำกับเนื้อดิน

  1. ขุดหลุม เหมาะกับพื้นที่ค่อนข้างแล้งหรือยังไม่มีระบบน้ำ ดินในหลุมช่วยเก็บความชื้นได้ดีกว่า แต่ถ้าฝนชุกจนน้ำขังในหลุม รากจะเน่าและต้นตายง่าย
  2. ยกโคก เหมาะกับพื้นที่ฝนชุกและระบายน้ำไม่ดี ช่วยลดน้ำขังที่โคน แต่ต้องวางระบบน้ำให้เรียบร้อยก่อนปลูก
  3. ดินร่วนปนทรายหรือดินทรายที่ไม่เกาะตัว ยกโคกแล้วดินไม่อยู่ทรง ให้ขุดหลุมแทน หรือเอาหน้าดินจากที่อื่นมากองตรงจุดปลูก กว้างประมาณ 1 เมตร สูง 15 เซนติเมตร แล้วปลูกบนกองนั้น [1]

อ่านเปรียบเทียบละเอียดได้ที่ เลือกปลูกทุเรียน แบบขุดหลุมหรือยกโคก

ปลูกทุเรียนแบบขุดหลุมกับแบบยกโคก ต่างกันอย่างไร

หลุมกับโคกไม่ได้แข่งกันว่าแบบไหนเก่งกว่า แข่งกันว่าแบบไหนเข้ากับน้ำในสวนนั้น

เตรียมหลุมและรองก้นหลุม

ปุ๋ยคอกกองใหม่ที่กลิ่นยังแรง ดูน่าใช้เพราะดูสด แต่ถ้าเทลงหลุมทั้งที่ยังไม่หมัก ต้นที่ลงไปมักชะงักและใบเหลือง เพราะมูลสดยังย่อยสลายไม่จบ เกิดความร้อนและดึงไนโตรเจนในดินไปใช้ แถมพาเมล็ดวัชพืช เชื้อโรค และไข่แมลงติดมาด้วย [5]

  1. ปักไม้ตามผังก่อนขุด แถวจะตรงและวางท่อน้ำง่าย
  2. ขุดหลุมขนาด 50×50×50 เซนติเมตร
  3. แยกดินที่ขุดขึ้นมาไว้ข้างหลุม ผสมปุ๋ยคอกเก่าประมาณ 5 กิโลกรัม กับปุ๋ยหินฟอสเฟต ½ กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน
  4. กลบดินผสมคืนลงหลุมสูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม เหลือที่ไว้วางต้น [1]
  5. ถ้าหลุมมีน้ำขังหลังฝน ให้ถือเป็นสัญญาณว่าจุดนั้นควรยกโคก ดีกว่าฝืนปลูกลงไป

อีกชุดตัวเลขของกรมพัฒนาที่ดินใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 15–25 กิโลกรัมต่อหลุม กับร็อคฟอสเฟต 300 กรัมต่อต้น ถ้าเป็นดินทรายหรือดินตื้นให้ขุดใหญ่ขึ้นเป็น 75×75×75 เซนติเมตร ใช้อินทรียวัตถุ 25–50 กิโลกรัม กับร็อคฟอสเฟต 500 กรัม [4] สองชุดนี้ไม่ได้ขัดกัน ดินทรายหรือดินที่อินทรียวัตถุต่ำค่อยขยับไปใช้ค่าสูง แล้วดูผลวิเคราะห์ดินประกอบ

ถ้ายกโคก ให้โรยปุ๋ยหินฟอสเฟต (0-3-0) 500 กรัมตรงจุดปลูก กลบดินบางๆ วางต้น แล้วถากดินข้างๆ ขึ้นมาพูนกลบ [1] ปุ๋ยเคมีสูตรยังไม่ต้องใส่ในหลุม รอไปเริ่มตามโปรแกรมปีแรก

ขุดหลุมปลูกทุเรียน 50x50x50 ซม. ผสมปุ๋ยคอกเก่ากับหินฟอสเฟต

ทางเลือกเสริมเรื่องโครงสร้างดิน

บางสวนเลือกคลุกสารปรับปรุงดินชนิดเม็ดลงในดินที่กลบคืนหลุมอีกชั้น เช่น พลูโต โปรไฟว์ เอส1 (Pluto Pro5 S1) ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าเป็นเม็ดปรับดินที่มีจุลินทรีย์และกลุ่มแร่ภูเขาไฟ ใช้ดูแลโครงสร้างดินรอบราก ตัวนี้เป็นของเสริมและไม่ใช่ฮอร์โมน ไม่ได้มาแทนวัสดุรองก้นหลุมข้างบน ไม่ได้แทนการทำทางระบายน้ำ และไม่ใส่ก็ปลูกได้ ส่วนสวนที่ต้องใช้ยากันราอยู่แล้ว ผู้ผลิตแนะนำว่า S1 ใช้ร่วมกับยากันราได้ 3 ตัว คือ เมทาแลกซิล คาร์เบนดาซิม และฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม วิธีใช้ให้ดูตามฉลากของผู้ผลิต

เปิดเผยข้อมูล: บริษัท เฟิร์สท ออร์แกนิค ฟาร์ม จำกัด เป็นผู้จำหน่ายสินค้านี้

ของที่ลงหลุมต้องนิ่งแล้ว รากจะได้เริ่มงานโดยไม่ต้องสู้กับความร้อนใต้ดิน

เลือกต้นพันธุ์ ดูก้นถุงก่อนดูยอด

ต้นในแผงที่ยอดสวย ใบเขียวเข้ม ดูพร้อมขึ้นรถ แต่พอยกถุงขึ้นมาแล้วเห็นรากโผล่ทะลุก้นถุงเป็นกระจุก ก็แปลว่าต้นอยู่ในถุงนานจนรากวนหาทางไปไม่ได้แล้ว

  1. ยกถุงดูก้นก่อน รากควรแผ่กระจายดี ไม่ขดม้วนงออยู่ก้นถุง
  2. ดูใบ ต้องหนา เขียวเข้ม และใบยอดคู่สุดท้ายแก่แล้ว ไม่ได้กำลังแตกใบอ่อน
  3. พลิกดูใต้ใบและตามกิ่ง ต้องไม่มีโรคและแมลงติดมา
  4. ถามคนขายว่าต้นตอเป็นอะไร ต้นตอพื้นเมืองที่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่าเป็นตัวที่เอกสารแนะนำ
  5. ถ้าจะยกโคก เลือกต้นเล็กที่รากดี ถ้าจำเป็นต้องใช้ต้นใหญ่ ต้องตัดรากขดออกทั้งก้นถุงและด้านข้างก่อนปลูก [1]

แต่ถึงจะได้ต้นตอทนโรคมาแล้ว ก็อย่าเพิ่งวางใจเรื่องน้ำ คำว่าทนทานไม่ได้แปลว่าแช่น้ำได้ สุดท้ายดินกับทางน้ำในสวนยังเป็นตัวตัดสินอยู่ดี

ซื้อต้นทุเรียน ให้ซื้อราก ยอดสวยเป็นของแถม

ขั้นตอนปลูกทุเรียนลงหลุมทีละขั้น

ต้นที่ปลูกลึกจนดินกลบถึงรอยเสียบยอด ช่วงแรกอาจดูไม่มีอะไรผิดปกติ แต่รอยต่อที่จมดินและชื้นอยู่ตลอดเป็นจุดเสี่ยงโรค ซึ่งตรงนั้นแหละคือรายละเอียดที่มักหลุดตอนรีบปลูกให้เสร็จก่อนฝน

  1. กรีดก้นถุงออก ถ้าเจอรากขดงอที่ก้นถุงให้ตัดส่วนนั้นทิ้ง เพื่อให้รากใหม่ออก
  2. วางถุงกลางหลุม จัดแนวให้ตรงกับต้นอื่น ปรับให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นหรือระดับดินปากถุงเดิม สูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
  3. กรีดข้างถุงจากล่างขึ้นบนทั้งสองด้าน แล้วดึงถุงออกเบาๆ อย่าให้ตุ้มดินแตก
  4. กลบดินที่เหลือ แต่อย่ากลบถึงรอยเสียบยอดหรือรอยทาบ
  5. ปักไม้หลักข้างต้น ผูกเชือกกันลมโยก เพราะต้นที่โยกคลอนรากจะเสียหาย
  6. กดดินรอบโคนพอแน่น คลุมดินเก็บความชื้น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
  7. ทำร่มเงาด้วยทางมะพร้าว ทางจาก แผงหญ้าคา หรือตาข่ายพรางแสง พอต้นตั้งตัวได้ค่อยปลดออก
  8. แกะพลาสติกที่พันรอยเสียบยอดหรือรอยทาบออกเมื่อปลูกไปแล้วประมาณ 1–2 เดือน [1]
วางต้นทุเรียนให้สูงกว่าปากหลุมเล็กน้อย ไม่กลบรอยเสียบยอด

เรื่องฤดูปลูก ถ้าระบบน้ำพร้อมและดูแลน้ำได้สม่ำเสมอ กรมวิชาการเกษตรให้เริ่มได้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน แต่ถ้ายังไม่มีระบบน้ำ ให้รอปลูกต้นฤดูฝนแล้วให้ฝนช่วยตั้งตัว ต้นไหนตายระหว่างทางให้ปลูกซ่อมทันที [1]

ตอนลังเลว่าจะกลบดินเพิ่มอีกพลั่วดีไหม ให้หยุดตรงนั้นแหละ

น้ำ คลุมดิน และร่มเงา ช่วงต้นยังเล็ก

ใบต้นเล็กที่ลู่ห้อยตอนบ่าย กับดินโคนต้นที่ยุบเป็นแอ่งหลังฝน เป็นสองภาพที่บอกเรื่องน้ำคนละทาง ภาพแรกคือน้ำเริ่มไม่พอ ภาพหลังคือน้ำกำลังจะขัง

  1. ดูแลให้ดินชื้นสม่ำเสมอแต่ไม่แฉะ ช่วงหลังปลูกมักตรงกับหน้าฝน ถ้าฝนหนักให้เปิดทางระบายน้ำ
  2. เดินดูหลุมหลังฝน ถ้าดินยุบเป็นแอ่งมีน้ำขัง ให้พูนดินเพิ่มจนน้ำไม่ค้าง
  3. ถ้าฝนทิ้งช่วงค่อยรดน้ำเสริมให้ดินยังชื้น รดตามสภาพดินกับฟ้า ไม่ได้รดตามปฏิทิน
  4. หน้าแล้งคลุมดินด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้งเก็บความชื้น และทำร่มเงากันใบไหม้ [1]
  5. คลุมแบบเว้นห่างโคนออกไปจนถึงแนวทรงพุ่ม ให้โคนโปร่ง พอดินชื้นปกติแล้วเอาวัสดุที่ชิดโคนออก และใช้วัสดุจากแหล่งที่ไม่มีโรคสะสม [3]
  6. ปลูกกล้วยหรือทองหลางระหว่างแถวไว้พรางแสงประมาณ 30–40% ช่วงต้นยังเล็ก [1]

ฟังดูขัดกันนิดหนึ่ง วันปลูกให้คลุมดิน แต่พอดินชื้นดีแล้วกลับให้เอาออกจากโคน ก็เพราะวัสดุคลุมที่กองชิดลำต้นนานๆ ทำให้คอรากชื้นตลอด กลายเป็นทางเข้าของโรคโคนเน่า [3]

วัชพืชรอบต้นเล็กใช้แรงงานถาก ถอน ตัด หรือปลูกพืชคลุมดิน เลี่ยงยาฆ่าหญ้าใกล้ต้น เพราะละอองสารอาจทำให้ต้นชะงักหรือตายได้ ส่วนกิ่งก้าน ปีที่ 1–2 ยังไม่ต้องตัดแต่ง ปล่อยให้ต้นสร้างทรงพุ่มเต็มที่ [1]

ต้นเล็กอยากได้ดินหมาดเหมือนผ้าที่บิดแล้ว ไม่ใช่ผ้าที่เพิ่งยกขึ้นจากกะละมัง

ใส่ปุ๋ยตามช่วงอายุต้น

ต้นที่แตกยอดพรวด ใบใหญ่ เขียวจัด แต่ถึงฤดูกลับไม่ยอมออกดอก มักเป็นต้นที่ได้ไนโตรเจนมากเกินไป เพราะไนโตรเจนที่เกินจะดันให้ต้นโตทางกิ่งใบจนออกดอกช้า [2]

ปีแรก

  1. ให้ปุ๋ยครั้งแรกหลังปลูกประมาณ 1 เดือน [2]
  2. ทำโคนพร้อมใส่ปุ๋ยคอก 4 ครั้งในปีแรก แบบเดือนเว้นเดือน ครั้งละประมาณ 5 กิโลกรัมต่อต้น การทำโคนคือถากวัชพืชใต้ทรงพุ่ม หว่านปุ๋ย แล้วพรวนดินนอกชายพุ่มขึ้นมากลบใต้ทรงพุ่มเป็นรูปหลังเต่า
  3. ครั้งที่ 4 ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 150–200 กรัมต่อต้น [1]
  4. อย่าถากดินชิดโคน เพราะรากทุเรียนอยู่ตื้น ถากแล้วต้นชะงักและเสี่ยงรากเน่าโคนเน่า [2]

ปีที่ 2 จนก่อนให้ผล

ใส่ปุ๋ยพร้อมทำโคนปีละ 2 ครั้ง ต้นฝนใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ปลายฝนใช้ปุ๋ยคอก ส่วนปริมาณปุ๋ยเคมีให้วัดจากโคนต้นถึงชายพุ่ม ได้กี่เมตรก็ใส่ประมาณเท่านั้นกิโลกรัม เช่น รัศมี 1 เมตร ใส่ 1 กิโลกรัม รัศมี 2 เมตร ใส่ 2 กิโลกรัม [1]

ต้นที่ให้ผลแล้ว

  1. ช่วงแตกใบอ่อนหลังเก็บเกี่ยว ต้นต้องการไนโตรเจนสูง
  2. ช่วงก่อนออกดอก เน้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมากกว่าไนโตรเจน ใส่ล่วงหน้าก่อนออกดอกประมาณ 1 เดือน
  3. ช่วงติดผลและผลกำลังโต ต้นต้องการโพแทสเซียมมากกว่าธาตุอื่น เพราะโพแทสเซียมช่วยพาอาหารจากใบไปเลี้ยงผล [2]

เรื่องที่หลายคนไม่คาดคิดอยู่ตรงนี้ ในสวนที่ใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูงติดกันมาหลายปีจนดินสะสมฟอสฟอรัสไว้มาก งานศึกษาของกรมวิชาการเกษตรพบว่าการใส่หรือไม่ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ทำให้ทุเรียนออกดอกได้ไม่ต่างกัน การซื้อปุ๋ยฟอสฟอรัสสูงมาใส่เพิ่มในดินแบบนั้นจึงเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น ส่งดินตรวจก่อนสั่งปุ๋ยกระสอบใหม่จึงคุ้มกว่า [2]

อีกจุดที่ต้องระวังคือโพแทสเซียมที่มากเกินจะไปลดการดูดแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในทุเรียน [2]

ปุ๋ยที่ใส่ถูกช่วง คุ้มกว่าปุ๋ยที่ใส่เยอะ

เตรียมต้นก่อนทำดอก

ปลายฝนต้นทุเรียนยังแตกยอดไม่หยุด ใบชุดล่าสุดยังอ่อนนิ่ม แต่สวนข้างๆ เริ่มงดน้ำกันแล้ว ถ้ารีบงดตามทั้งที่ใบยังไม่แก่ ต้นก็ยังไม่มีอาหารสะสมพอจะออกดอก

หลักของกรมวิชาการเกษตรคือทำให้ใบแก่พร้อมกันทั้งต้น ให้ใบสร้างอาหารสะสมไว้ก่อน แล้วรอช่วงที่อากาศแห้ง ความชื้นต่ำ มีช่วงแล้งพอจะกระตุ้นตาดอก [1]

  1. หลังเก็บเกี่ยว ตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งหัก กิ่งเป็นโรค กิ่งกระโดง ให้ทรงพุ่มโปร่ง แดดส่องทั่ว และคุมความสูงต้นไว้ที่ 6–8 เมตร
  2. ใส่ปุ๋ยแล้วรอใบอ่อน ซึ่งมักแตกหลังให้ปุ๋ยราว 21–28 วัน ทุกชุดใบอ่อนต้องเฝ้าโรคและแมลง
  3. ใบชุดที่ 3 เป็นชุดสุดท้าย ให้เตรียมใบชุดนี้ก่อนช่วงออกดอกประมาณ 30–45 วัน ใบชุดนี้ควรหนาแต่เล็กกว่าชุดที่ 1 และ 2
  4. พอได้ใบชุดสุดท้ายแล้ว ตัดกิ่งแขนงในทรงพุ่มและท้องกิ่งออก เก็บวัชพืชและเศษใบไม้ใต้ทรงพุ่มให้อากาศถ่ายเท [1] กวาดวัสดุคลุมดินออกจากโคน และเลี่ยงปุ๋ยไนโตรเจนสูงในช่วงนี้ [2]
  5. งดน้ำให้ต้นกระทบแล้งต่อเนื่อง 10–14 วัน สังเกตว่าใบที่ปลายกิ่งเริ่มตกลู่ช่วง 10.00 น. และ 14.30 น. แปลว่าต้นเครียดพอแล้ว
  6. ให้น้ำประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อกระตุ้น แล้วงดต่ออีก 4–5 วัน จากนั้นดูใต้ท้องกิ่งว่าตาดอกออกไหม เห็นตาดอกแล้วค่อยให้น้ำทีละน้อยแต่สม่ำเสมอ [1]

แต่ถึงจะทำครบทุกข้อ ฟ้าก็ยังมีส่วนร่วมอยู่ดี ช่วงงดน้ำมักมีฝนตกเป็นครั้งคราว ซึ่งก็ช่วยกระตุ้นให้แทงช่อดอกได้เหมือนกัน [2]

ต้นจะออกดอก ต้องอิ่มก่อนแล้วค่อยหิวน้ำ ไม่ใช่หิวทั้งสองอย่างพร้อมกัน

จากดอกบานถึงผลติด

เห็นตาดอกเป็นตุ่มเรียงใต้ท้องกิ่งแล้วดีใจ เปิดน้ำเต็มที่เป็นรางวัล ผ่านไปไม่นานตุ่มเหล่านั้นกลับแตกเป็นใบ ก็เพราะถ้าให้น้ำมากเกินในช่วงนี้ กลุ่มตาดอกกลายเป็นกิ่งแขนงไปได้จริงๆ [1]

ช่วงนี้ชาวสวนเรียกระยะดอกตามรูปร่าง ไล่จากไข่ปลา ตาปู เหยียดตีนหนู มะเขือพวง หัวกำไล ดอกขาว ไปจนดอกบาน แล้วผลก็ต่อด้วยหางแย้ ไข่ไก่ และกระป๋องนม [1]

  1. พอดอกเข้าระยะเหยียดตีนหนู ค่อยๆ เพิ่มน้ำทีละน้อย
  2. ระยะมะเขือพวงจนถึงดอกบาน ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟและหนอนเจาะดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง
  3. ก่อนดอกบาน 4–7 วัน ลดน้ำลง ให้เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสม
  4. คืนดอกบาน ช่วยผสมเกสรด้วยการปัดดอกช่วง 19.00–21.00 น. และจดวันดอกบานไว้ใช้วางแผนดูแลจนถึงวันเก็บเกี่ยว
  5. ช่วงดอกบาน ห้ามฉีดพ่นสารเคมีและสารชีวภัณฑ์ทุกชนิด
  6. ราว 10 วันหลังดอกบาน ผลเริ่มติด ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟเพื่อกันผลหนามจีบ แล้วค่อยๆ เพิ่มน้ำ อย่าเพิ่มทีเดียวมากเพราะผลจะร่วง
  7. ช่วง 4–5 สัปดาห์หลังดอกบาน (ระยะไข่ไก่) ตัดผลที่ไม่สมบูรณ์หรืออยู่ผิดตำแหน่งออก เหลือไว้ราว 2–3 เท่าของจำนวนที่ตั้งใจเก็บจริง
  8. ช่วง 5–8 สัปดาห์หลังดอกบาน ตัดแต่งผลรอบสุดท้าย โยงกิ่งให้รับน้ำหนักผลได้ และให้น้ำสม่ำเสมอ [1]

การช่วยผสมเกสรเห็นผลชัดกับพันธุ์ที่ติดผลยากอย่างชะนี การใช้ละอองเกสรจากทุเรียนต่างพันธุ์ช่วยให้การผสมเกสรสำเร็จมากขึ้น ผลมีรูปทรงดีและพูเต็ม แต่ก็แลกกับเวลาและแรงงานช่วงหัวค่ำ [1]

อีกตัวที่ต้องจับตาคือใบอ่อน ถ้าต้นแตกใบอ่อนตอนผลยังเล็ก ผลอ่อนจะแย่งอาหารสู้ใบอ่อนไม่ได้ ผลชะงักและคุณภาพตก เอกสารอ้างอิงมีวิธีคุมการแตกใบอ่อนไว้ ส่วนสารและอัตราให้ดูตามเอกสารกับฉลากโดยตรง [1]

ช่วงดอกถึงผลอ่อน น้ำมือหนักไปนิดเดียว ดอกกลายเป็นใบ ผลกลายเป็นของร่วงใต้ต้น

ใบเหลือง ดูให้ออกว่าเหลืองที่ใบไหน

ใบทุเรียนเหลืองเหมือนกัน แต่เหลืองที่ใบล่างกับเหลืองที่ยอดเป็นคนละเรื่อง ถ้าเหมาว่าขาดปุ๋ยแล้วหว่านเพิ่มทุกครั้ง บางทีกลับไปซ้ำเติมต้นที่รากกำลังแย่อยู่

  1. เหลืองที่ใบแก่ใบล่างก่อน แล้วไล่ขึ้นข้างบน มักเป็นการขาดไนโตรเจน เพราะไนโตรเจนเคลื่อนจากใบล่างไปเลี้ยงยอดได้
  2. ใบแก่เหลืองซีดเริ่มจากขอบใบและปลายใบ ถ้ารุนแรงใบแห้งร่วงก่อนเวลา เข้าทางขาดโพแทสเซียม พบมากในดินกรดจัด เนื้อหยาบ ฝนชุก
  3. ใบอ่อนเหลืองซีดทั้งแผ่นรวมถึงเส้นกลางใบ ใบเล็กกว่าปกติ แต่ส่วนอื่นของต้นยังเขียว เป็นอาการขาดเหล็ก
  4. ใบเพสลาดเหลืองที่แผ่นใบ แต่เส้นกลางใบยังเขียวเป็นแถบรูปหอก กว้างที่ขั้วแล้วเรียวไปทางปลายใบ เป็นอาการขาดแมกนีเซียม อาการแบบนี้กับแบบขาดเหล็กมักเจอในดินร่วนปนทรายหรือดินทราย [2]
  5. เหลืองทั่วต้น ใบด้าน สลด ไม่เป็นมัน โดยเฉพาะหลังฝนชุกหรือน้ำขัง ให้สงสัยรากก่อน เพราะรากที่ขาดออกซิเจนดูดธาตุอาหารไม่ได้ ใส่ปุ๋ยเพิ่มเท่าไรก็ไปไม่ถึงใบ [3]

ใบเหลืองที่ยอดแบบขาดเหล็กกับแมกนีเซียม มักตามมาจากการเร่งยอดด้วยปุ๋ยไนโตรเจนอย่างยูเรียโดยไม่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือธาตุรองร่วมด้วย ที่น่าแปลกคืออาการนี้หายเองได้เมื่อใบแก่ขึ้น แต่ช้าจนอาจเตรียมต้นทำดอกไม่ทัน กรมวิชาการเกษตรจึงแนะนำให้กันไว้ก่อนด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์คู่กับปุ๋ยเคมีเสมอ ส่วนต้นที่เป็นแล้วแก้ด้วยปุ๋ยทางใบที่มีแมกนีเซียมและเหล็ก [2]

ก่อนหว่านปุ๋ยแก้ใบเหลือง ให้ถามรากก่อนว่ายังดูดไหวไหม

รากเน่าโคนเน่า เช็กให้ไวก่อนต้นโทรม

เช้าวันที่อากาศชื้นหลังฝน ถ้าเดินดูโคนต้นแล้วเห็นเปลือกเป็นคราบสีน้ำตาลเหมือนเปียกน้ำ มีของเหลวสีน้ำตาลอมแดงซึมออกมาตามรอยแตกของเปลือก นั่นคืออาการที่ต้องรีบจัดการ โรคนี้เกิดจากเชื้อราไฟทอปธอรา (Phytophthora palmivora) [3]

เช็กต้นที่สงสัยตามนี้

  1. ดูใบ ใบด้าน สลด ไม่เป็นมันเงา เริ่มเหลืองและร่วง ต้นทรุดโทรม บางต้นเหลือแต่กิ่ง
  2. ดูเปลือกโคนต้นช่วงเช้าที่อากาศชื้น หาคราบน้ำและของเหลวสีน้ำตาลอมแดง
  3. ถากเปลือกตรงที่สงสัยดู เนื้อเยื่อข้างในจะเน่าเป็นสีน้ำตาลแดงถึงสีเข้ม
  4. เขี่ยดินดูรากฝอยใกล้ผิวดิน รากที่เป็นโรคเปลือกจะหลุดล่อน เนื้อรากเปื่อยยุ่ย [3]

แนวทางจัดการในเอกสารของกรมวิชาการเกษตร

  1. ไม่เอาต้นพันธุ์ กิ่งพันธุ์ หรือดินปลูกจากแหล่งที่มีโรคเข้าสวน
  2. หน้าฝนเดินสำรวจสม่ำเสมอ ทำทางระบายน้ำกันน้ำขัง ส่วนที่เป็นโรคตัดไปเผาทำลายนอกสวน
  3. ล้างเครื่องมือทุกครั้งหลังตัดกิ่งเป็นโรคหรือถากแผล ก่อนเอาไปใช้กับต้นถัดไป
  4. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปรับสภาพดิน ร่วมกับชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มา หว่านใต้ทรงพุ่มตรงที่มีรากฝอย
  5. ต้นที่เป็นแผลแล้ว ขูดแผลออกจนเห็นเนื้อไม้ แล้วทาด้วยปูนแดงหรือสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามฉลาก [3]

ที่ทำให้โรคนี้ไล่ไม่ค่อยขาด คือเชื้อสร้างสปอร์ผนังหนาที่อยู่ในดินหรือในเนื้อเยื่อพืชได้นานถึง 9 เดือน รอจนสภาพเหมาะแล้วค่อยงอกเข้าทำลายรอบใหม่ [3] ต้นที่ตายแล้วจึงควรเก็บซากออกนอกแปลง อย่าทิ้งไว้ในสวน [6]

อ่านเรื่องโรคนี้แบบละเอียดได้ที่ โรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อไฟทอปธอร่า

โรคนี้มากับน้ำ ทางระบายน้ำจึงเป็นด่านแรกที่ถูกที่สุด

ยอดแห้ง กิ่งแห้ง อย่าเพิ่งโทษแดด

ปลายกิ่งเริ่มแห้งไล่ลงมา ใบเหลืองร่วงจนกิ่งโกร๋น บางต้นยืนแห้งทั้งที่ฝนยังตกอยู่ทุกวัน อาการยอดแห้งแบบนี้มีได้หลายต้นเหตุ ต้องแยกให้ออกก่อนลงมือ

  1. ดูโคนและรากก่อน ถ้าเจออาการรากเน่าโคนเน่าตามหัวข้อก่อนหน้า ยอดแห้งก็เป็นแค่ปลายเหตุ ต้องแก้ที่ราก
  2. ดูเปลือกกิ่งที่แห้ง ถ้าเปลือกย่น มีกลุ่มสปอร์สีขาวอมชมพูขึ้นคลุมบางๆ และมีตุ่มนูนสีแดงเล็กๆ อยู่ใกล้กัน เข้าทางโรคกิ่งแห้งจากเชื้อราฟิวซาเรียม (Fusarium) ซึ่งนักวิจัยของกรมวิชาการเกษตรพบระบาดในสวนทุเรียนจังหวัดชุมพร
  3. ถ้ามีเส้นใยสีขาวแกมชมพูเกาะตรงง่ามกิ่งหรือโคนกิ่ง แล้วแห้งเป็นคราบคล้ายทาสีชมพูหรือสีปูน ผ่าดูเปลือกผุ เนื้อไม้ยุ่ย เป็นโรคราสีชมพู ซึ่งระบาดดีตอนฝนชุก อากาศชื้น [3]
  4. ถ้าตายอดตาย ตาข้างที่แตกออกมาก็ตายตาม ใบเล็ก หนา เปราะ ขึ้นชิดกัน ให้นึกถึงการขาดโบรอน [2]

พอรู้ต้นเหตุแล้ว ค่อยจัดการตามนี้

  1. ตัดกิ่งที่เป็นโรคออก เอาไปเผาทำลายนอกแปลง แล้วตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง ลดความชื้นสะสม
  2. ถ้าจำเป็นต้องพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ให้สลับกลุ่มสารหมุนเวียนกันเพื่อกันเชื้อดื้อยา ชื่อสารอยู่ในเอกสารอ้างอิง ส่วนอัตราให้ทำตามฉลาก
  3. คุมแมลงไปพร้อมกัน เพราะเอกสารระบุให้ควบคุมแมลงเพื่อลดการพาเชื้อฟิวซาเรียมเข้าสู่ต้น [3]

ยอดแห้งเป็นอาการที่เห็นข้างบน แต่ต้นเหตุอยู่ได้ตั้งแต่ปลายกิ่งไปจนถึงรากฝอย

แมลงที่ต้องเฝ้า แยกตามระยะของต้น

ผ่าทุเรียนที่เพิ่งตัดลงมา เจอมูลหนอนปนอยู่ในเนื้อ ทั้งที่ตอนอยู่บนต้นเปลือกดูปกติทุกอย่าง นี่คือฝีมือหนอนเจาะเมล็ด ที่ชาวสวนเรียกว่า “หนอนรู” เพราะกว่าจะเห็นร่องรอยก็ตอนหนอนเจาะรูออกมาทิ้งตัวลงดินไปเข้าดักแด้แล้ว [3]

เอกสารของกรมวิชาการเกษตรจัดแมลงศัตรูสำคัญของทุเรียนไว้ 6 ชนิด คือ หนอนเจาะเมล็ด หนอนเจาะผล เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ และมอดเจาะลำต้น [3] วิธีจำง่ายที่สุดคือผูกไว้กับระยะของต้น

  1. ช่วงแตกใบอ่อน เฝ้าเพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง และโรคที่ใบ ทั้งต้นเล็กและต้นให้ผล
  2. ระยะมะเขือพวงถึงดอกบาน เฝ้าเพลี้ยไฟและหนอนเจาะดอก แต่ช่วงดอกบานเองงดพ่นทุกชนิด
  3. ราว 10 วันหลังดอกบาน เพลี้ยไฟยังเป็นตัวหลัก ถ้าปล่อยไว้ผลจะออกมาหนามจีบ [1]
  4. ผลอายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป ห่อผลด้วยถุงพลาสติกสีขาวขุ่นหรือสีแดงขนาด 40×75 เซนติเมตร เจาะก้นถุงให้น้ำระบาย กันผีเสื้อหนอนเจาะเมล็ดมาวางไข่ ก่อนห่อให้ตรวจเพลี้ยแป้ง ถ้าเจอให้ใช้แปรงปัดออกก่อน
  5. ใช้กับดักแสงไฟแบล็คไลท์ดูว่าผีเสื้อหนอนเจาะเมล็ดเริ่มมาช่วงไหน จะได้พ่นตรงจังหวะ ไม่ต้องพ่นเหมาตั้งแต่เริ่มออกดอก
  6. ไม่ขนเมล็ดทุเรียนจากที่อื่นเข้าสวน ถ้าจำเป็นต้องคัดเมล็ดให้ละเอียด เพราะหนอนติดมากับเมล็ดได้ [3]

แมลงทุเรียนมาตามนัดของต้นเสมอ จดวันแตกใบกับวันดอกบานไว้ ก็เหมือนได้ตารางนัดของมันมาล่วงหน้า

น้ำท่วมสวนทุเรียน ทำอะไรก่อน ระหว่าง และหลังน้ำลด

น้ำลดแล้ว ใบยังเขียวเต็มต้น หลายคนโล่งใจ แต่ผ่านไปไม่กี่วันใบแก่ที่โคนกิ่งเริ่มเหลือง แล้วลามจนใบลู่ทั้งต้น ก็เพราะรากที่แช่น้ำขาดออกซิเจน ดูดน้ำและธาตุอาหารไม่ได้ ตัวเลขที่ควรจำคือ ถ้าดินหยุดแลกเปลี่ยนอากาศแค่ 2–3 วัน รากทุเรียนก็อาจตายและเน่าได้แล้ว [3]

ก่อนน้ำมา

  1. เสริมคันดินรอบแปลงให้พร้อมสูบน้ำออก คันดินควรสูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมสูงสุดไม่ต่ำกว่า 50 เซนติเมตร [6]
  2. ตัดกิ่งเล็กในทรงพุ่ม กิ่งเป็นโรค และกิ่งที่อ่อนแอออก ลดภาระของต้น
  3. คุมไม่ให้แตกใบอ่อนในช่วงเสี่ยง เพราะต้นที่ไม่มีใบอ่อนและมีผลแก่ทนน้ำขังได้ดีกว่าต้นที่กำลังแตกยอด [3]

ระหว่างน้ำขัง

  1. ถ้าน้ำขังราว 50 เซนติเมตร และต้นยังไม่ทิ้งใบ ทำคันกั้นแล้วสูบน้ำออกให้เร็วที่สุด
  2. ถ้าน้ำท่วมสูงราว 1–1.5 เมตร และต้นกำลังติดผล ให้ปลิดผลออกบางส่วนเพื่อลดภาระต้น
  3. ถ้าน้ำท่วมนานเกิน 2 สัปดาห์ ให้หาทางเติมอากาศลงน้ำ เช่น เครื่องเติมอากาศหรือกังหันตีน้ำ [3]

หลังน้ำลด

  1. อย่าเหยียบย่ำดินรอบโคนตอนดินยังเปียก เพราะรากที่ใช้ดูดน้ำและอาหารอยู่ลึกเพียงประมาณ 20–30 เซนติเมตร รากที่ช้ำหรือขาดเป็นทางเข้าของโรครากเน่าโคนเน่า
  2. รอให้ดินแห้งประมาณ 2 วันก่อนเริ่มบำรุง โกยดินหรือทรายที่น้ำพามาทับโคนออกให้โคนต้นระบายอากาศได้ [3]
  3. ขุดร่องระหว่างแถวลึก 30–50 เซนติเมตรช่วยระบายน้ำ แล้วปักท่อพีวีซีหรือไม้ไผ่เจาะรูลงดินใต้ทรงพุ่ม โดยเลี่ยงไม่ให้โดนราก ช่วยระบายก๊าซและให้อากาศลงถึงราก ตามแผ่นพับของกรมพัฒนาที่ดิน [6]
  4. ต้นไหนเสี่ยงล้ม ใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงไว้ เก็บเศษพืชที่น้ำพามาทับรอบโคนออก [6]
  5. โรยปูนขาวหรือโดโลไมท์ให้ดินเป็นด่างเล็กน้อย ลดสภาพที่เหมาะกับโรครากเน่าโคนเน่า และตัดกิ่งแห้งกิ่งเป็นโรคออก
  6. ไนโตรเจน โพแทสเซียม และโบรอนจะสูญไปมากช่วงน้ำท่วม เอกสารแนะนำให้ใส่เพิ่มประมาณ 20% ของอัตราปกติ [3]
  7. เฝ้าอาการรากเน่าโคนเน่าต่อไปอีกหลายสัปดาห์ ต้นที่ตายให้เก็บซากออกนอกแปลงแล้วปลูกซ่อม [6]

หลังน้ำลด งานที่ยากที่สุดคืออดใจไม่เดินเข้าไปดูต้นใกล้ๆ

ผลร่วง ไล่หาเหตุจากสิ่งที่เพิ่งเกิด

เช้าวันหนึ่งเดินเข้าสวน เจอผลอ่อนร่วงเกลื่อนใต้ต้น คำถามแรกที่ควรถามคือ ช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านี้มีอะไรเปลี่ยนในสวนบ้าง เพราะผลร่วงยกต้นมักมีเหตุนำมาก่อนเสมอ

  1. เพิ่งเปิดน้ำหนักหลังผลติดหรือเปล่า ช่วงราว 10 วันหลังดอกบานต้องค่อยๆ เพิ่มน้ำ ถ้ามากเกินผลจะร่วง [1]
  2. ต้นแตกใบอ่อนพร้อมผลอ่อนไหม ใบอ่อนจะแย่งอาหาร ผลอ่อนสู้ไม่ได้ [1]
  3. มีน้ำขังหรือน้ำท่วมหรือเปล่า ความเครียดที่รากทำให้ต้นสร้างเอทิลีนสูงกว่าปกติมาก แล้วทิ้งดอกและผลก่อนเวลา [3]
  4. เพิ่งมีพายุหรือลมแรงหรือเปล่า พายุช่วงเปลี่ยนฤดูทำให้ใบและผลหลุดร่วง กิ่งฉีก ไปจนต้นโค่นล้ม โดยเฉพาะสวนบนพื้นที่ลาดชันหรือแนวช่องลม [3]
  5. พ่นปุ๋ยทางใบเข้มไปไหม ปุ๋ยทางใบที่มากเกินทำให้ใบไหม้ ถ้ารุนแรงใบและผลร่วงได้
  6. แคลเซียมกับโบรอนพอไหม โบรอนเกี่ยวกับการผสมเกสรและการติดผล เอกสารของกรมวิชาการเกษตรแนะนำการพ่นธาตุแคลเซียมและโบรอนทางใบเพื่อส่งเสริมการติดผลและป้องกันผลร่วง [2]

แต่ก็ไม่ต้องใจหายกับทุกลูกที่หล่น ระยะไข่ไก่ชาวสวนต้องตัดผลทิ้งเองอยู่แล้วให้เหลือราว 2–3 เท่าของจำนวนที่ตั้งใจเก็บ [1] ร่วงประปรายจากผลที่ติดเกินมาจึงยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่ต้องรีบหาสาเหตุคือร่วงยกช่อหรือร่วงเกือบหมดต้น

ผลที่ร่วงวันนี้ มักเป็นผลของสิ่งที่ทำไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

ยังไม่แน่ใจเรื่องดินในสวน ทักมาคุยกันได้

ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าดินในสวนควรขุดหลุมหรือยกโคก หรือมีอาการแปลกๆ ที่อยากหาคนช่วยดู ถ่ายรูปใบ โคนต้น และดินส่งมาคุยได้ที่ LINE @plutoproducts หรือโทร 061-447-4464

สวนที่รอดไม่ได้มีสูตรลับ มีแค่คนที่ก้มดูโคนต้นบ่อยกว่าคนอื่น

เอกสารอ้างอิง

  1. [1] กรมวิชาการเกษตร, การปลูกทุเรียน (PDF, 2563) https://www.doa.go.th/share/attachment.php?aid=2973
  2. [2] กรมวิชาการเกษตร, การจัดการธาตุอาหารและการให้ปุ๋ยทุเรียน (PDF, 2563) https://www.doa.go.th/share/attachment.php?aid=2975
  3. [3] กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน, การจัดการการผลิตทุเรียนเพื่อรองรับภัยธรรมชาติ (ต.ค. 2567) https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2024/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4.pdf
  4. [4] กรมพัฒนาที่ดิน, พืชเศรษฐกิจ: การปลูกทุเรียน (ภาคใต้) http://osl101.ldd.go.th/soilgr_man/south/crop/durain.htm
  5. [5] กรมพัฒนาที่ดิน, การใช้เทคโนโลยีการพัฒนาที่ดินในการปลูกทุเรียน จังหวัดตราด https://e-library.ldd.go.th/library/flip/bib10148f/files/basic-html/page40.html
  6. [6] กรมพัฒนาที่ดิน, แผ่นพับการจัดการดินไม้ผลหลังน้ำท่วม https://lddmordin.ldd.go.th/web/data/Tank_Soilmanagement/Soil_17.pdf

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *