ทุเรียนรากเน่าโคนเน่า ช่วงปลายฝน สาเหตุ อาการ และวิธีจัดการตามแนวทางหน่วยงานรัฐ

ต้นทุเรียนในสวนหลังฝนตก มีน้ำขังรอบโคนต้น ใบปลายกิ่งซีดและเหี่ยวลู่ลง สัญญาณเสี่ยงโรครากเน่าโคนเน่า

ฝนปลายฤดูเพิ่งซาไปได้ไม่กี่วัน ทุเรียนบางต้นเริ่มใบซีด ไม่เป็นมันเงา ใบที่ปลายกิ่งเหี่ยวลู่ลงทั้งที่ดินยังชื้นอยู่ [1] หลายสวนคิดว่าต้นหิวเลยรีบหว่านปุ๋ยเพิ่ม แต่อาการแบบนี้อาจเป็นสัญญาณแรกของทุเรียนรากเน่าโคนเน่า ซึ่งต้องเขี่ยดินดูรากกับถากดูเปลือกโคนก่อน ถึงจะรู้ว่าควรใส่อะไรลงไป

ทุเรียนโคนเน่า สาเหตุมาจากเชื้อราที่มากับน้ำ

รากเน่าโคนเน่าเกิดจากเชื้อราไฟทอปธอรา (Phytophthora palmivora) ที่แพร่ไปกับลม น้ำ และฝน เชื้อจะงอกเข้าทำลายต้นได้ดีตอนฝนตกชุกและความชื้นในอากาศสูง [1] ต้นที่มีน้ำขังโคน ถมดินพูนโคนไว้หนา หรือดินระบายน้ำไม่ดี มักเจออาการหนักเมื่อขุดดูราก [4]

ที่โรคนี้ไล่ไม่ค่อยขาดก็เพราะเชื้อสร้างสปอร์ได้สองแบบ แบบหนึ่งว่ายไปตามน้ำได้ อีกแบบพักตัวอยู่ในดินได้นาน [1] เอกสารของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าสปอร์ผนังหนาอยู่ในดินหรือในเนื้อเยื่อพืชได้นานถึง 9 เดือน พอสภาพเหมาะก็งอกเข้าทำลายรอบใหม่ [4] ก็แปลว่าสวนที่เคยเป็นมาแล้ว ฝนชุดใหม่มาเมื่อไรเชื้อที่ค้างอยู่ก็พร้อมงอก

ส่วนดินแน่นเกี่ยวตรงที่ ดินที่อัดตัวจะมีช่องว่างขนาดใหญ่ในดินน้อยลง อากาศลงไปถึงรากได้ยาก ซึ่งมักเกิดจากการเอาเครื่องจักรหนักเข้าแปลงตอนดินกำลังเปียก [4] พอฝนตกซ้ำ ดินก็อิ่มน้ำนานขึ้นจนรากขาดออกซิเจน บางทีผิวดินดูไม่มีน้ำขังเลย เพราะระดับน้ำใต้ดินสูงจนดินข้างล่างอิ่มน้ำอยู่ [4]

ต้นที่ควรเดินดูก่อนเพื่อน

  1. ต้นที่หลังฝนมีน้ำขังโคน หรือมีการถมดินพูนโคนไว้หนา [4]
  2. ต้นในแนวที่รถหรือเครื่องจักรวิ่งผ่านบ่อยตอนดินเปียก [4]
  3. ต้นที่รากหรือเปลือกโคนมีแผล เพราะแผลเป็นช่องทางให้เชื้อเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น [1]
  4. ต้นที่ซื้อกล้า กิ่งพันธุ์ หรือดินปลูกมาจากแหล่งที่มีโรคระบาด [4]

ดินที่น้ำค้างนาน คือดินที่เชื้อรอได้นาน

ทุเรียนรากเน่า อาการที่ดูได้จากใบ ราก และโคนต้น

อาการแรกมักเห็นที่ใบปลายกิ่ง ใบซีด ไม่เป็นมันเงา เหี่ยวลู่ลง ต่อมาใบเหลืองแล้วหลุดร่วง [1] ถ้าขุดดูราก จะพบรากฝอยมีลักษณะเปลือกล่อน และเปื่อยยุ่ยเป็นสีน้ำตาล [1]

หลายสวนเห็นใบเหลืองแล้วโทษปุ๋ยก่อน แต่พอรากฝอยเสียไปบางส่วน ต้นก็ดูดน้ำกับธาตุอาหารได้น้อยลง [4] ใส่ปุ๋ยลงไปเท่าไรก็ไปไม่ถึงใบ ซึ่งตรงนั้นแหละที่ต้องก้มดูโคนกับรากก่อนเปิดกระสอบ

เดินดูต้นที่สงสัยตามลำดับนี้

  1. ดูทรงพุ่ม ใบปลายกิ่งซีด ด้าน เหี่ยวลู่ บางต้นใบเหลืองเป็นบางกิ่ง [2]
  2. ถ้าต้นกำลังแตกใบอ่อน ดูว่าใบอ่อนเหี่ยว เหลือง มีแผลฉ่ำน้ำ แล้วไหม้แห้งคาต้นคล้ายโดนน้ำร้อนลวกหรือเปล่า อาการนี้พบมากช่วงฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน [3]
  3. ดูเปลือกกิ่งและโคนต้นตอนเช้าที่อากาศชื้น หาคราบคล้ายคราบน้ำบนผิวเปลือก บางครั้งมีหยดของเหลวสีน้ำตาลแดงไหลออกจากแผล พอแดดจัดก็แห้งเหลือเป็นคราบ [3]
  4. เอามีดถากตรงคราบ ถ้าเนื้อเยื่อเปลือกและเนื้อไม้ข้างในเป็นแผลสีน้ำตาล ก็แปลว่าเชื้อเข้าถึงลำต้นแล้ว ล้างมีดก่อนเอาไปใช้กับต้นอื่น [3]
  5. เขี่ยดินใต้ทรงพุ่มดูรากฝอยใกล้ผิวดิน รากที่เป็นโรคเปลือกจะหลุดล่อน เนื้อรากเปื่อยยุ่ย [4]

ถ้าปล่อยไว้ อาการที่รากจะลามจากรากฝอยไปรากแขนงและโคนต้น ส่วนแผลที่โคนถ้าขยายจนรอบต้น ใบจะร่วงหมดต้นแล้วยืนต้นแห้งตาย [3]

ใบบอกว่ามีปัญหา แต่รากกับโคนต้นบอกว่าปัญหาคืออะไร

แผลที่เปลือกโคนต้นทุเรียนมีคราบน้ำและของเหลวสีน้ำตาลแดง เมื่อถากดูพบเนื้อเยื่อสีน้ำตาล

ปลายฝนทำไมเสี่ยง และต้องทำอะไรทันที

ปลายฝนเสี่ยงเพราะฝนยังตกหนักเป็นช่วงๆ ดินชุ่มน้ำต่อเนื่อง และหลายสวนกำลังเก็บผลหรือเพิ่งเริ่มแตกใบอ่อน ซึ่งเป็นระยะที่กรมส่งเสริมการเกษตรเตือนให้เฝ้าระวังโรคนี้เป็นพิเศษ [1] งานแรกที่ต้องทำคือระบายน้ำออกจากโคน และอย่าทำให้รากหรือลำต้นเป็นแผล [1]

คำเตือนฉบับนั้นออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน 2566 ตอนที่ฝนตกหนักในบางพื้นที่ [1] ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเชื้องอกและสร้างเส้นใยเข้าทำลายพืชได้ดีในช่วงฝนตกชุกและความชื้นสัมพัทธ์สูง [1] แต่ถึงจะพ้นหน้าฝนไปแล้ว ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะภาคใต้เคยมีคำเตือนเรื่องโรคนี้ช่วงฤดูร้อนที่มีฝนฟ้าคะนองด้วย [2]

หลังฝนชุดใหญ่ ทำตามนี้ก่อนคิดเรื่องปุ๋ยหรือยา

  1. เดินดูสวนหลังฝนหยุด จุดไหนน้ำค้างโคนให้รีบระบายออก และทำทางระบายน้ำไม่ให้ขังในแปลง [1]
  2. อย่าเหยียบย่ำดินรอบโคนตอนดินยังเปียกหรือหมาด เพราะรากที่ใช้ดูดน้ำและอาหารอยู่ลึกเพียงประมาณ 20–30 เซนติเมตร รากที่ฉีกขาดหรือเสียหายเป็นทางให้เกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้ [4]
  3. เลี่ยงงานที่ทำให้รากหรือเปลือกโคนเป็นแผล เช่น ขุดหรือถางชิดโคนตอนดินแฉะ [1]
  4. ถ้าน้ำพาดินหรือทรายมาทับโคน รอดินแห้งแล้วโกยออก ให้โคนต้นได้ระบายอากาศ [4]
  5. วัสดุคลุมโคนที่ใส่ไว้ตอนแล้ง พอความชื้นกลับมาปกติให้เอาออกจากโคน [4]
  6. เครื่องมือที่ใช้กับต้นเป็นโรค ทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเอาไปใช้กับต้นปกติ [1]

ปลายฝน เปิดทางน้ำก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องอื่น

ชาวสวนเปิดร่องระบายน้ำที่ขังรอบโคนต้นทุเรียนหลังฝนตก โดยไม่เหยียบย่ำดินเปียกใต้ทรงพุ่ม

ทุเรียนรากเน่าโคนเน่า รักษาและป้องกันตามแนวทางของหน่วยงานรัฐ

แนวทางของกรมส่งเสริมการเกษตรใช้หลายวิธีไปพร้อมกัน คือปรับดินให้ค่าความเป็นกรด-ด่างประมาณ 6.5 ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาใต้ทรงพุ่ม คุมน้ำไม่ให้ขัง แล้วใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชกับต้นที่เริ่มแสดงอาการ [1] วิธีเดียวเอาไม่อยู่ เพราะเชื้อพักตัวในดินได้นาน [1]

  1. ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปรับปรุงดิน และปรับค่าความเป็นกรด-ด่างให้ได้ประมาณ 6.5 ถ้าดินเป็นกรดจัด ให้ใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ อัตรา 100–200 กิโลกรัมต่อไร่ [1]
  2. หว่านชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาใต้ทรงพุ่มตรงที่มีรากฝอยเจริญ [1] สูตรผสมที่แนะนำคือ เชื้อราไตรโคเดอร์มา รำข้าว และปุ๋ยคอก สัดส่วน 1:4:100 ใช้ 80–100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยในรัศมีทรงพุ่ม หรือใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก [2]
  3. หมั่นสำรวจสวน ตัดแต่งกิ่ง ใบ ดอก ผลที่เป็นโรค และขั้วผลที่ค้างอยู่ เอาไปทำลายนอกแปลง [1]
  4. ต้นที่ใบเริ่มซีด ไม่เป็นมันเงา หรือใบเหลืองหลุดร่วง และต้นที่มีแผลที่กิ่งหรือโคน คำแนะนำของหน่วยงานใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชทั้งแบบพ่นทรงพุ่ม ราดดิน ฉีดเข้าลำต้น และถากแผลแล้วทา [1][2] ชนิดสารกับอัตราให้ยึดตามเอกสารต้นทางและฉลาก ถ้าไม่แน่ใจ ถามเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน [2]
  5. ต้นที่มีผลอยู่บนต้น เอกสารให้หยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 15 วัน [1]
  6. ต้นที่เป็นแผล ขูดแผลออกจนเห็นเนื้อไม้ แล้วทาด้วยปูนแดงหรือสารป้องกันกำจัดโรคพืช เป็นอีกทางที่เอกสารของกรมวิชาการเกษตรให้ไว้ [4]
  7. หลังเก็บเกี่ยว ตัดกิ่งเป็นโรค กิ่งแห้ง และขั้วผลไปทำลายนอกแปลง ต้นที่ต้องปลูกใหม่ทดแทน ให้ตากดินไว้ระยะหนึ่งก่อน [2]

โรคนี้ไม่มีวิธีเดียวจบ ต้องแก้ที่ดิน น้ำ และแผลไปพร้อมกัน

หลังคุมโรคได้แล้ว ดูแลดินให้รากใหม่เดิน

พอแผลที่โคนแห้งและต้นหยุดทิ้งใบ งานต่อไปคือให้ต้นมีรากฝอยชุดใหม่มาแทนชุดที่เสียไป เอกสารของกรมวิชาการเกษตรวางลำดับไว้ว่า ต้นที่ใบเหลืองทั้งต้นจากรากเสีย ต้องจัดการโรคไปพร้อมกับกระตุ้นให้ระบบรากพัฒนา ก่อนจะไปทำเรื่องอื่น [4]

  1. ใช้วัสดุล่อราก เช่น เศษหญ้า ฟางข้าว หว่านรอบใต้ทรงพุ่ม แล้วโรยปุ๋ยคอกทับ [4]
  2. คลุมดินให้ห่างจากโคนต้นออกไปจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม ให้โคนโปร่ง แดดส่องถึง [4]
  3. ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคและกิ่งเล็กที่เสียหายออก ให้ทรงพุ่มโปร่ง อากาศถ่ายเท [4]
  4. ต้นที่โทรม ให้กระตุ้นรากก่อน แล้วค่อยใส่ปุ๋ยและให้น้ำตามโปรแกรม [4]
คลุมฟางและเศษหญ้าโรยปุ๋ยคอกใต้ทรงพุ่มทุเรียน เว้นโคนต้นให้โปร่ง เพื่อล่อให้รากฝอยชุดใหม่เจริญ

ทางเลือกเสริมเรื่องโครงสร้างดินรอบราก

บางสวนเลือกใช้สารปรับปรุงดินชนิดเม็ดเสริมในช่วงนี้ เช่น พลูโต โปรไฟว์ เอส1 (Pluto Pro5 S1) ซึ่งใช้เพื่อช่วยปรับสภาพดินรอบราก ตัวนี้ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่ยาโรคพืช ใช้แทนปุ๋ยไม่ได้ ใช้แทนยากันราไม่ได้ และไม่ได้มาแทนการทำทางระบายน้ำ

เรื่องเชื้อไฟทอปธอรา มีรายงานวิจัยของ ม.บูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (เม.ย. 2562) ที่ทดลองพลูโต ไบโอกรีน (ชื่อเดิมของพลูโต โปรไฟว์ เอส1 ซึ่งเปิดตัวแพคเกจใหม่ที่งาน Farm Expo 2025 [8] [9]) กับต้นกล้าทุเรียนหมอนทองอายุ 5 เดือน โดยปลูกเชื้อ P. palmivora ลงบนใบระยะเพสลาดทุกเดือนนาน 6 เดือน แล้ววัดขนาดแผลบนใบ ผลสรุปว่ากล้าที่ได้รับ 2.5 กรัม (1 เม็ด) ทุก 2 เดือน ต้านทานเชื้อได้ดีขึ้น [6] อีกส่วนเป็นการทดสอบในจานเพาะเชื้อ พบว่าน้ำแช่ผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้นที่สุดในชุดทดสอบ ยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อได้สูงสุด 60% [7] ทั้งสองการทดลองเป็นผลกับใบของต้นกล้าและในจานเพาะเชื้อ ยังไม่ใช่ผลกับต้นทุเรียนที่โตแล้ว หรือกับรากเน่าโคนเน่าในแปลงจริง ส่วนในพืชอื่น มีงานทดลองของ ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน กับข้าวโพดในกระถาง ซึ่งพบว่ามวลรากแห้งมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใส่ [10]

ส่วนสวนที่ต้องใช้ยากันราอยู่แล้ว ผู้ผลิตแนะนำว่า S1 ใช้ร่วมกับยากันราได้ 3 ตัว คือ เมทาแลกซิล คาร์เบนดาซิม และฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ตัวอื่นผู้ผลิตไม่แนะนำให้ใช้ร่วม ถ้าเพิ่งราดยากันราลงดิน ให้รอประมาณ 2–3 วันแล้วค่อยใส่พลูโต [5] ส่วนการเลือกยากันราสำหรับรากเน่าโคนเน่า ให้ยึดคำแนะนำของหน่วยงานในหัวข้อก่อนหน้า

อัตราใช้ต่อต้นตามเอกสารของบริษัท [5]

  • ปลูกใหม่ เม็ด 2.5 กรัม 1 เม็ด รองก้นหลุม หรือเม็ด 10 กรัม 1 เม็ด
  • อายุไม่เกิน 2 ปี เม็ด 2.5 กรัม 1–8 เม็ด
  • อายุ 3–4 ปี เม็ด 2.5 กรัม 8–12 เม็ด หรือเม็ด 10 กรัม 2–3 เม็ด
  • อายุ 5–10 ปี เม็ด 10 กรัม 4–5 เม็ด แบ่งใส่ 3 ช่วง
  • อายุ 10 ปีขึ้นไป เม็ด 10 กรัม 5–6 เม็ดขึ้นไป ต้นที่โทรมมากเพิ่มจำนวนเม็ดได้ตามสภาพต้น
  • ต้นอายุมาก ทุก 5 ปีเพิ่ม 1 เม็ด

ดูคลิปจากช่องพลูโตได้ที่ คลิปแรก คลิปที่สอง และ คลิปที่สาม

เปิดเผยข้อมูล: บริษัท เฟิร์สท ออร์แกนิค ฟาร์ม จำกัด เป็นผู้จำหน่ายสินค้านี้

แต่ถึงจะดูแลดินดีแค่ไหน ก็ยังต้องเดินดูเปลือกโคนกับรากฝอยตามหัวข้อก่อนหน้าไปด้วย เพราะเชื้อพักตัวในดินได้นาน ฝนชุดใหม่มาเมื่อไรอาการก็กลับมาได้อีก [1]

รากที่เสียไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ ที่ทำได้คือเตรียมดินให้รากชุดใหม่มีที่เดิน

สงสัยว่าต้นในสวนเป็นรากเน่าโคนเน่าหรือเปล่า

ถ่ายรูปใบ โคนต้น และรากฝอย ส่งมาคุยได้ที่ LINE @plutoproducts หรือโทร 061-447-4464

เอกสารอ้างอิง

  1. [1] กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง โรครากเน่า โคนเน่าทุเรียน (ศูนย์ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร, ก.ย. 2566) https://doaenews.doae.go.th/archives/20015
  2. [2] กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนชาวสวนทุเรียนใต้ระวังโรครากเน่าโคนเน่าช่วงมีฝนในฤดูร้อน (ศูนย์ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร, มี.ค. 2567) https://doaenews.doae.go.th/archives/22399
  3. [3] กรมส่งเสริมการเกษตร, รากเน่าโคนเน่าในทุเรียน สังเกตก่อน รักษาทัน (ศูนย์ข่าวกรมส่งเสริมการเกษตร, มี.ค. 2567) https://doaenews.doae.go.th/archives/22204
  4. [4] กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน, การจัดการการผลิตทุเรียนเพื่อรองรับภัยธรรมชาติ (ต.ค. 2567) https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2024/11/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4.pdf
  5. [5] เอกสารบริษัท บริษัท เฟิร์สท ออร์แกนิค ฟาร์ม จำกัด, ใช้พลูโต S1 กับทุเรียน ฉบับดูเร็ว (อัตราใช้ ยากันราที่ใช้ร่วมได้ และระยะรอหลังราดยา, ต.ค. 2569)
  6. [6] มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี (ผศ.ดร.มณีรัตน์ คูหาพิทักษ์ธรรม คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์), รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง การทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์พลูโต ไบโอกรีนต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตและต้านทานเชื้อ Phytophthora palmivora ในต้นกล้าทุเรียนพันธุ์หมอนทอง (เม.ย. 2562) ส่วนทดลองในต้นกล้าอายุ 5 เดือน ปลูกเชื้อที่ใบ สรุปผลเผยแพร่โดย White Crane https://www.whitecranev88.com/research/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2–%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%95-%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%99/76/
  7. [7] มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ชุดเดียวกับ [6] (เม.ย. 2562) ส่วนทดสอบในจานเพาะเชื้อด้วยวิธี Poisoned Food Technique ต่อการเจริญของเส้นใยเชื้อ P. palmivora สรุปผลเผยแพร่บนหน้างานวิจัยพลูโต https://plutoproducts.net/research-pluto/
  8. [8] White Crane, ไว้ท์เครน ไบโอเทค กรุ๊ป รีแบรนด์พลิกโฉมครั้งใหญ่ (ข่าวและกิจกรรม งาน Farm Expo 2025, 20 มี.ค. 2569) https://www.whitecranev88.com/news-and-activities/68/
  9. [9] เดลินิวส์, “Pluto” เปิดตัวแคมเปญ “พลูโต ปลูกยิ้ม” พลิกโฉมการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน (29 ก.ย. 2568) https://www.dailynews.co.th/news/5156039/
  10. [10] มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร, การใช้ Pluto Biogreen เป็นวัสดุปรับปรุงโครงสร้างดินและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช (ก.พ. 2562) ทดลองกับข้าวโพดในกระถาง สรุปผลเผยแพร่บนหน้างานวิจัยพลูโต https://plutoproducts.net/research-pluto/

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *